สารสนเทศจังหวัดชายแดนใต้เพื่อประชาชน

“มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก” โดนอีกแล้ว ถูกจัดเป็น “บุคคลอันตราย

1 ก.ย. 2562

“มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก” โดนอีกแล้ว ถูกจัดเป็น “บุคคลอันตราย” ที่สุดในโลก

 

 

 

 

ตำแหน่ง “บุคคลอันตราย” ที่สุดในโลกที่ “มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก” เพิ่งได้รับนั้น ถูกจัดให้โดยสก็อต กัลโลเวย์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัย นิวยอร์ก ผู้ซึ่งเกาะติดและวิพากษ์วิจารณ์ทุกอย่างเกี่ยวกับเฟซบุ๊กตลอดช่วงที่ผ่านมา

 

สก็อต กัลโลเวย์ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวซีเอ็นบีซีว่า มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก ซีอีโอและผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กนั้น น่ากลัวกว่าฟิเดล คาสโตร อดีตผู้นำคิวบา ผู้ไม่ยอมก้มหัวให้กับสหรัฐอเมริกา เสียอีก

กัลโลเวย์บอกว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊กและอินสตาแกรม (โซเชียลมีเดียที่เฟซบุ๊กเข้าไปซื้อกิจการ) เสพติดการใช้งานบนแพลตฟอร์มทั้ง 2 จนเกินกว่าที่จะเดินจากไปได้ง่ายๆ

มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก ผู้ซึ่งเป็นคนควบคุมข้อมูลที่หลั่งไหลอยู่บนแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก ด้วยจำนวนผู้ใช้งานปัจจุบันมากกว่า 2,100 ล้านคนทั่วโลก จึงถือเป็นบุคคลที่น่ากลัวและอันตรายที่สุด เนื่องมาจากอิทธิพลในฐานะผู้ก่อตั้งและซีอีโอของเขา

 

กัลโลเวย์บอกว่า นั่นเป็นเหตุผลให้มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก ที่แม้ต้องการลดทอนการถือหุ้นลง ต้องการเปลี่ยนเงื่อนไขโครงสร้างถือหุ้นใหม่ โดยกำหนดให้การถือหุ้นน้อยลง ไม่กระทบต่อสิทธิในการควบคุมและบริหารเฟซบุ๊ก อย่างไรก็ตาม ความพยายามดังกล่าว ถูกบอร์ดของเฟซบุ๊กตีตกไปเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา

“แม้ว่าเฟซบุ๊กจะยอมจ่ายค่าปรับจำนวนมหาศาล 155,000 ล้านบาท หลังทำข้อมูลลูกค้าหลุดไปให้บริษัทที่ปรึกษาทางการเมืองอย่าง Cambridge Analytica อันทำให้ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถูกกลไกพิเศษบิดเบือนให้ผิดเพี้ยนไป แต่การกำกับควบคุมเฟซบุ๊ก ก็ยังจำเป็นต้องเดินหน้าต่ออยู่ดี” กัลโลเวย์ กล่าว

เขายกตัวอย่างว่า เฟซบุ๊กเปรียบเหมือนบุหรี่หรือปืน ที่แม้ทุกคนจะเชื่ออย่างเต็มหัวใจ ว่าบุหรี่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง และการปล่อยให้มีการซื้อขายครอบครองปืนโดยเสรี เป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์กราดยิงทั่วสหรัฐฯ แต่สุดท้าย ก็ยังไม่มีใครทำอะไรกับสิ่งที่ถูกเชื่อว่าเป็นอันตราย ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมและปัญหาจะไม่มีวันจบสิ้น

เขายืนยันว่า เฟซบุ๊กจะมีอิทธิพลและอำนาจขึ้นเรื่อยๆ ผู้นำเฟซบุ๊กจึงจำเป็นต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น และสิ่งหนึ่งที่จะช่วยได้คือการกำกับดูแลจากภาครัฐ

“ฟังก์ชันการใช้งานของเฟซบุ๊ก รวมทั้งอินสตาแกรมนั้น ถูกจริตผู้คนในยุคปัจจุบัน และเป็นช่องทางในการแสดงความคิดเห็นที่เหมาะเจาะกับสังคมยุคใหม่ จึงมีโอกาสน้อยมาก ที่สมาชิกจำนวนมากกว่า 2,100 ล้านคนบนเฟซบุ๊ก จะเดินจากไปได้โดยง่าย การตัดสินใจของรัฐบาลในการเข้ามากำกับดูแลอย่างเข้มข้นมากขึ้น จึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด”.

 

เครดิต ไทยรัฐออนไลน์ สหช...544