สารสนเทศจังหวัดชายแดนใต้เพื่อประชาชน

คมนาคมจ่อไฟเขียวพัฒนาพื้นที่ท่าเรือน้ำโขง

22 พ.ค. 2563

เชียงราย – รมช.คมนาคม ตรวจเยี่ยมท่าเรือเชียงแสน พบกิจกรรมทางเศรษฐกิจการค้าน้อย-ขาดทุนปีละ 4-5 ล้าน จ่อชงแผนเปิดทางกลุ่มทุนไทย-เทศพัฒนาพื้นที่การท่าเรือไม่จำกัดเฉพาะธุรกิจโลจิสติกส์ พร้อมหนุนตั้งเครนดันส่งออกผ่านตู้คอนเทนเนอร์เพิ่ม
 


วันนี้ (22 .ค.) นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม นำคณะตรวจเยี่ยมท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนแห่งที่ 2 ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน และท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน อ.เชียงของ จ.เชียงราย ชายแดนไทย-สปป.ลาว โดยมีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมบรรยายสรุป-ให้ข้อมูล

ครบครันซึ่งพบว่าในปัจจุบันท่าเรือหลายแห่งในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง 4 ชาติคือไทย สปป.ลาว เมียนมาและจีน มีการปิดดำเนินการโดยเฉพาะ สปป.ลาว ปิดพรมแดนเพื่อป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ท่าเรือของประเทศไทยได้เปิดให้มีการนำเข้าและส่งออกสินค้าที่ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนแห่งที่ 2 ได้ ทำให้มีการส่งออกสินค้าไปยังท่าเรือบางแห่งที่เปิดรับสินค้าไทย เช่น ท่าเรือสบหรวย ประเทศเมียนมา ฯลฯ
 


นายอธิรัฐ กล่าวว่าผลประกอบการของท่าเรือแม่น้ำโขงที่เชียงราย ขาดทุนปีละ 4-5 ล้านบาท ทั้งที่มีศักยภาพสูงจึงเห็นว่าหากมีการบูรณาการกันทุกฝ่ายจะพัฒนาให้ดีกว่านี้ได้ โดยเฉพาะพื้นที่โล่งของท่าเรือที่มีประมาณ 30 ไร่ แต่กลับไม่ได้ใช้ประโยชน์ จึงควรจะเปิดให้มีการลงทุนภายในสถานที่ของท่าเรือแบบไม่จำกัดเฉพาะธุรกิจโลจิสติกส์หรือการค้าชายแดนเท่านั้น

“การดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม อาจสามารถประสานกลุ่มทุนในเครือข่าย โดยเฉพาะจากจีนเข้ามาลงทุน โดยมีการคิดค้นจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายใน และเมื่อเห็นผลเป็นรูปธรรม การท่าเรือแห่งประเทศไทยก็สามารถหางบมาสนับสนุนพัฒนาเพิ่มเติมได้อีก”

รวมถึงกรณีภาคเอกชน จ.เชียงราย ได้ร้องขอให้มีการติดตั้งเครนยกสินค้าที่ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนแห่งที่ 2 ด้วย เพราะที่ผ่านมาการของบประมาณทำไม่ได้เต็มที่ เพราะผลประกอบการที่ขาดทุน ปริมาณตู้สินค้า-กิจกรรมทางการค้าที่ท่าเรือยังไม่มากพอ แต่หากมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น การสนับสนุนก็จะง่ายขึ้น ทางกระทรวงคมนาคมจะรับประสานกับกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ ฯลฯ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนต่อไป

อย่างไรก็ตามเบื้องต้นจะให้เช่าเครนมาให้บริการภาคเอกชนไปก่อน พร้อมกับตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาการพัฒนาในภาพรวมทั้งหมด และในอนาคตก็จะมีการจัดซื้อเครนใหม่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาท่าเรือทั้ง 2 แห่งนี้ต่อไป
 


ทั้งนี้ในการประชุมระหว่างรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การท่าเรือแห่งประเทศไทยแจ้งว่าจากการประเมินการพัฒนาท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนแห่งที่ 2 จะต้องมีตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่าเรือเดือนละ 200-300 ตู้ แต่ปัจจุบันมีเพียงปีละประมาณ 100 ตู้เท่านั้น ดังนั้นจึงเปิดให้เอกชนนำเครนไปให้บริการผู้ประกอบการค้า

ขณะที่ภาคเอกชนระบุว่าที่ผ่านมาสินค้าที่ส่งออกมีทั้งที่บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ และเปิดตู้เพื่อทำพิธีการส่งออก รวมทั้งต้นทุนในการใช้บริการเครนยกสินค้าสูงถึงตู้ละ 10,000-20,000 บาท ทำให้สินค้าส่งออกแบบคอนเทนเนอร์เต็มรูปแบบมีน้อย แต่หากภาครัฐมีเครนสนับสนุนและคิดราคาต่ำกว่านี้ก็จะทำให้ปริมาณตู้สินค้าเพิ่มขึ้นมากเองโดยอัตโนมัติ

น.ส.ผกายมาศ เวียร์รา รองประธานหอการค้า จ.เชียงราย กล่าวว่าปัจจุบันการจัดหาสินค้าส่งออกประเทศลุ่มแม่น้ำโขงโดยเฉพาะจีนตอนใต้ทำกันแทบไม่ทัน เพราะตลาดมีความต้องการสินค้าประเภทผลไม้ ผัก อาหารแช่แข็ง ฯลฯ ในปริมาณมาก แต่ส่งออกช่องทางอื่นแทน แต่ถ้าท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนที่ถือเป็นศูนย์กลางการค้าลุ่มแม่น้ำโขงพัฒนาระบบเครนก็จะดึงดูดให้มีการส่งออกด้านนี้ได้มากและทำให้ปริมาณตู้สินค้าเพิ่มมากขั้นตามมาเอง


โอกาสเดียวกันนี้ทางนายอนุรัตน์ อินทร ประธานหอการค้า จ.เชียงราย น.ส.ผกายมาศ และนางเกศสุดร สังขกร รองประธานหอการค้า จ.เชียงราย-ประธานกลุ่มผู้ประกอบการค้าชายแดน อ.เชียงแสน ได้ยื่นหนังสือถึงนายอธิรัฐขอให้มีการพัฒนาท่าเรือด้วยระบบเครนดังกล่าวและประสานให้เกิดการทำพิธีสารระหว่างไทย-จีน ในสินค้าประเภทผัก ผลไม้ อาหารทะเลแช่แข็ง สินค้าเกษตร และเม็ดพลาสติก

เพื่อให้การส่งออกไปยังจีนตอนใต้โดยเฉพาะท่าเรือกวนเหล่ย ซึ่งเป็นเมืองท่าหน้าด่านของจีนที่ห่างจาก จ.เชียงราย เพียงประมาณ 265 กิโลเมตร สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อทางการจีนเปิดท่าเรือหลังวิกฤติไวรัสโควิด-19 ในอนาคต

ซึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมได้รับเรื่องเอาไว้และรับจะขับเคลื่อนคณะกรรมการพัฒนาท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ไปดูข้อกฎหมายและระเบียบต่างๆ ในการเปิดกว้างให้ภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศเข้ามาลงทุนในที่ดินของการท่าเรือด้วย

สำหรับท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนแห่งที่ 2 มีความยาวกว่า 250 เมตร มีแอ่งท่าเรือกว้างประมาณ 70 ไร่ รองรับเรือสินค้าได้วันละ 12-14 ลำ และยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งอาคาร สถานที่ ฯลฯ ขณะที่ด่านศุลกากรเชียงแสนระบุว่าในปี 2662 มีการส่งออกสินค้าผ่านท่าเรือเชียงแสน 11,681.92 ล้านบาท นำเข้า 583.80 ล้านบาท และปี 2563 จนถึงเดือน เม.ย.2563 มีการส่งออกแล้ว 4,682.40 ล้านบาท และนำเข้า 245 ล้านบาท สินค้าส่งออกส่วนใหญ่คือน้ำมันเชื้อเพลิง โคและกระบือมีชีวิต ขิ้นส่วนไก่แช่แข็ง ฯลฯ ส่วนสินค้านำเข้าส่วนใหญ่คือกระเทียมสด เมล็ดดอกทานตะวัน มันฝรั่ง ฯลฯ.

เครดิต : ผู้จัดการออนไลน์